รีวิวภาพยนตร์ Blood Diamond : เทพบุตรเพชรสีเลือด

รีวิวภาพยนตร์ Blood Diamond : เทพบุตรเพชรสีเลือด

 

Blood Diamond : เทพบุตรเพชรสีเลือด เป็นภาพยนตร์ แนวทริลเลอร์ การเมือง สัญชาติเยอรมัน – อเมริกัน กำกับภาพยนตร์โดย เอ็ดเวิร์ด ซวิค

 

เป็นเรื่องราว ท่ามกลาง สงคราม ที่อุบติขึ้น ในเซียร์ราลีโอน ( Sierra Leone ) นักค้าเพชรเถื่อน ได้ร่วมมือ กับชาวประมง ท้องถิ่น เพื่อช่วยเหลือ ครอบครัว ของชาวประมง โดยแลกกับ เพชรยักษ์ ที่เขาค้นพบ

 

Blood Diamond

 

จะมีหนังสักกี่เรื่อง ที่ตัวนักแสดงนำ ถูกพูดถึง มากกว่าบท ในหนัง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ได้รับการยกย่อง เป็นอย่างมาก จากการแสดง ของเขา ในเรื่อง Blood Diamond : เทพบุตรเพชรสีเลือด 

กับบทบาท ที่เข้มข้น และโดดเด่น เป็นอย่างมาก แต่ไม่เฉพาะ ดิคาปริโอ เท่านั้น แม้แต่ จิมอน ฮาวน์ซู นักแสดงสมทบ ก็ได้รับคำชื่นชม ไปไม่น้อย จากหนังเรื่องนี้

รวมถึง เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี ในบทบาท นักข่าวสาว ผู้ยืนหยัด เพื่ออุดมการณ์ และเป็นตัวแปรสำคัญ ในการสรุป เรื่องราวทั้งหมด

 

เนื้อหา ในบทของหนัง ค่อนข้างแรง เป็นแนวตีแผ่ วิพากษ์ วิจารณ์ สังคม แต่อย่างที่บอก กลับกลายเป็นว่า นักแสดง ในเรื่อง ที่แสดง ได้อย่างมีพลัง จนกลบการนำเสนอ บทของหนัง ไปเยอะทีเดียว

ตอนแรก หนังเรื่องนี้ ถูกนักวิจารณ์ ตั้งข้อสังเกต ว่าจงใจ ให้บทของหนัง แรงเกินจริง เพื่อให้เข้าตา กรรมการ ในการเข้าชิงรางวัล แต่ไม่ว่า อย่างไรก็ตาม หนังเรื่องนี้ ก็มีบท ที่กล้าตีแผ่ ปัญหาระดับชาติ ที่คน อาจจะไม่เคยรู้ กันมาก่อน

ในแง่มุม ของการนำเสนอ การแฉความจริง ความรุนแรง ออกมา ในโลกภาพยนตร์ ก็อาจจะ เท่ากับว่า ช่วยลดปัญหา ความรุนแรง ในโลกแห่งความจริง ได้ในระดับหนึ่ง เหมือนกัน

การกระชากหน้ากาก ขบวนการอุตสาหกรรมเพชร ที่ผิดกฎหมาย ธุรกิจทุนข้ามชาติ ที่มีประเทศยักษ์ใหญ่ คอยชักใย อยู่เบื้องหลัง โดยเกี่ยวพัน ไปกับเรื่องอาวุธสงคราม และการลักลอบ เอาเพชร ออกจากแอฟริกา

ไปเข้าขบวนการผลิต ในประเทศตะวันตก ก่อนออกจำหน่าย สู่โลก นี่คือขบวนการเพชร ผิดกฎหมาย เป็นการตราบาป ให้กับผู้บริโภค และการได้มา ของวัตถุดิบ ยังต้องแลกมาด้วย เลือดเนื้อ และชีวิต

 

Blood diamond

 

หนังเรื่องนี้ เกือบจะ ถือว่าเป็น หนังคุณภาพ แล้วก็ว่าได้ การได้ เอ็ดเวิร์ด ซวิค มากำกับ ตัวหนัง ทำออกมาแบบ กึ่งบู๊ กึ่งหนังชีวิต ทั้งเครียด ทั้งตื่นเต้น เร้าใจ

แต่ตัวบทหนัง กลับขาดความลงตัว จนเห็นได้ชัดเลย ไม่รู้ว่า เพราะต้องการ เอาใจตลาด มากเกินไป หรือเปล่า จึงใส่บทแอคชั่น มาจนล้นเกิน ฉากสะเทือนใจ ก็เหมือน จะถูกจับ ใส่ไว้ เพื่อหวังรางวัล แบบที่วิจารณ์ ว่าไว้จริง ๆ

หากหนัง จับแค่ประเด็น อุตสาหกรรมเพชร หนังจะทรงพลัง และน่าประทับใจ มากกว่านี้ และผลลัพธ์ ที่ตามมา ก็น่าจะดีกว่านี้ ด้วยเช่นกัน

เป็นหนัง ที่มีความยาว แต่กลับสิ้นเปลือง ไปกับฉากแอคชั่น และจงใจ ใส่ความสะเทือนใจ จนหนัง ยืดเยื้อ อย่างไม่คุ้มค่า เวลา โดยเฉพาะ ฉากการเผชิญหน้ากัน ระหว่าง โซโลมอน และลูกชาย ที่ไม่มีพลังพอ

จะสะเทือนอารมณ์คนดู ได้มากเท่าใด บีบคั้น ความรู้สึก ของคนดู อย่างที่หนัง ไม่ควรจะทำ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ นี่แหละ ที่ลดทอน พลังตัวบท ของหนัง อย่างน่าเสียดาย เหลือเกิน

แต่ความซาบซึ้ง ประทับใจ กลับถูกขโมยซีน ไปโดยความโรแมนติก ซะงั้น เพราะหลายคน กลับยกย่อง ให้เป็นฉาก ที่ดีที่สุด ในหนัง เรื่องนี้ กันเลยทีเดียว

บทหนัง แม้จะดูย้อนแย้ง ในเรื่องความสมจริง ต่อสถานการณ์ ความเลวร้าย แต่ก็ เพราะความเป็นหนัง นี่แหละ ที่ทำให้ ชีวิตจริง ไม่มีทาง แฮปปี้เอนดิ้ง ได้แบบนั้นหรอก สามารถเป็นจริง ขึ้นมาได้ เอ็ดเวิร์ด ซวิค ผู้กำกับเอง อาจจะ มองหาทางออก ให้มัน ลงตัว กับความบันเทิง ไว้แบบนี้ ก็เป็นได้

 

Blood Diamond : เทพบุตรเพชรสีเลือด เป็นหนังที่เล่นกับความหนัก แต่ทำได้ไม่ถึง ความหนัก ที่ว่านั่นจริง ๆ ก็เลยเกิดข้อบกพร่อง ขึ้นมามากมาย
บทหนังจริง ๆ ควรถูกจดจำ ได้มากกว่านี้ ควรค่าแก่การศึกษา เรื่องราว มากกว่านี้ การเปิดโปง ขบวนการอุตสาหกรรมเพชรเถื่อน และองค์กรธุรกิจข้ามชาติ เป็นความดีงาม ที่หนังถ่ายทอดออกมา

หนังกล้าจุดไฟ ในความมืดขึ้น เพื่อให้ทุกคน ได้มองเห็นตัวปีศาจร้าย อันน่าสะพรึงกลัว แต่ก็เป็นหนังเองเช่นกัน ที่ดับไฟลุกโชนลง ด้วยมือตัวเอง ด้วยการพยายาม ใส่อะไรหลาย ๆ อย่าง ลงไป ในหนัง จนเกินพอดี

จึงเป็ นความผิดบาป ที่อภัยให้ไม่ได้ ทั้งในแง่ ขบวนการอุตสาหกรรมเพชร ในโลกแห่งความเป็นจริง และ  ขบวนการอุตสาหกรรมเพชร ในโลกที่ทำออกมา เป็นภาพยนตร์ เล่นบาคาร่า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *